โซดาไฟ (Sodium hydroxide)

  • Fast Shipping

    Receive products in amazing time
  • Easy Returns

    Return policy that lets you shop at ease
  • Always Authentic

    We only sell 100% authentic products
  • Secure Shopping

    Your data is always protected

Description

โซดาไฟ (Sodium hydroxide)

IUPAC Name: Sodium hydroxide

Chemical formula: NaOH

โซดาไฟหรือโซเดียมไฮดรอกไซด์ (Sodium Hydroxide) เป็นสารเคมีที่มีคุณสมบัติเป็นเบสแก่ ลักษณะเป็นของแข็งสีขาว อาจมีรูปลักษณ์เป็นเกล็ด เม็ด หรือแผ่นก็ได้ โซดาไฟไม่มีกลิ่นแต่มีฤทธิ์กัดกร่อนสูง หากสัมผัสผิวหนังอาจทำให้รู้สึกแสบร้อนและเกิดการไหม้รุนแรง นอกจากนี้ยังเป็นสารที่สามารถดูดความชื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้เกิดความร้อนเมื่อถูกละลายด้วยน้ำ

ในชีวิตประจำวันพ่อบ้านแม่บ้านบางคนอาจเลือกใช้งานโซดาไฟเพื่อล้างท่อ ทำความสะอาดท่อระบายน้ำในบ้านเพื่อแก้อาการท่อตัน แต่นอกจากการใช้งานในชีวิตประจำวันแล้ว สารเคมีชนิดนี้ยังสามารถใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมได้หลากหลายเพราะคุณสมบัติเฉพาะของโซดาไฟคือเป็นสารเคมีที่มีความเป็นด่างสูงมาก ทำให้มันมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ ทั้งในการผลิตสบู่ ผลิตภัณฑ์ขจัดคราบ อุตสาหกรรมกระดาษ กระดาษแก้ว เส้นใย อลูมิเนียม ปิโตรเลียม แม้แต่อุตสาหกรรมอาหารก็สามารถใช้โซดาไฟได้เช่นกัน

ประเภทของโซดาไฟ

โซดาไฟแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

  1. โซดาไฟชนิดสารละลาย เป็นสารเคมีที่อยู่ในรูปแบบของเหลว มีความเข้มข้นประมาณ 32% หรือ 50%
  2. โซดาไฟชนิดแข็ง เป็นสารเคมีที่อยู่ในรูปแบบเม็ด เกล็ด หรือผง มีความเข้มข้นประมาณ 98%-99%

การผลิตโซดาไฟ

การผลิตโซดาไฟสามารถทำได้โดยนำเกลือโซเดียมคลอไรด์ไปละลายน้ำโดยให้มีความเข้มข้นประมาณ 300 กรัมต่อน้ำสะอาด 1 ลิตร จากนั้นจึงทิ้งไว้ให้ตกตะกอนหรือนำไปกรองจนได้น้ำเกลือความบริสุทธิ์สูง เมื่อได้น้ำเกลือมาแล้วจึงนำไปแยกเกลือออกจากน้ำด้วยไฟฟ้ากระแสตรง กระแสไฟฟ้าจะทำให้น้ำเกลือที่ผสมไว้แตกตัวจนกลายเป็นแก๊สคลอรีนและโซเดียมไอออน เมื่อโซเดียมไอออนผสมกับน้ำในเซลล์ก็จะควบแน่นกลายเป็นโซดาไฟ

นอกจากวิธีการผลิตข้างต้นแล้ว ยังสามารถผลิตโซดาไฟได้โดยการนำปูนขาวมาละลาย เมื่อละลายโซดาในปูนขาวที่อุณหภูมิประมาณ 80 องศาเซลเซียสก็จะได้โซดาไฟและสารแคลเซียมคาร์บอเนต ที่นอกจากจะนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันและอุตสาหกรรมต่าง ๆ แล้วยังเป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารประกอบอื่นได้ด้วย

 ประโยชน์ของโซดาไฟ

อย่างที่รู้กันว่าบ้านใครเกิดปัญหาท่อตันก็ใช้โซดาไฟในการล้างทำความสะอาดท่อระบายน้ำได้ แต่สำหรับในภาคอุตสาหกรรม โซดาไฟมีประโยชน์มากกว่านั้น เพราะโซดาไฟสามารถนำไปใช้ในกระบวนการผลิตได้หลากหลาย ทั้งในการผลิตสบู่ ผงซักฟอก ผลิตภัณฑ์ซักล้างต่าง ๆ การผลิตกระดาษ เยื่อกระดาษ กระดาษแก้ว การผลิตเส้นใย สิ่งทอ หรือใช้ในอุตสาหกรรมการฟอกและย้อมสีเพื่อบ้างสีเส้นไหม นอกจากนี้ยังใช้ในอุตสาหกรรมอัญมณีได้ เพราะสามารถนำไปใช้ล้างพลอยหลังผ่านการเจียระไนมาแล้วนั่นเอง

ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ: เรามักใช้โซดาไฟเพื่อปรับสภาพเส้นใยของสิ่งทอต่าง ๆ อุณหภูมิที่เหมาะสมในการนำไปใช้คือ 15 – 25 องศาเซลเซียส และแช่เส้นใยในโซดาไฟความเข้มข้น 20 – 25% นานประมาณ 25 – 40 นาที เพื่อให้เซลลูโลสในเส้นใยคลายตัว เพิ่มคุณสมบัติดูดซับสีย้อม ทำให้เส้นใยมันวาว อ่อนนุ่ม และสามารถถักทอได้ง่ายขึ้น

อุตสาหกรรมการผลิตกระดาษ: โซดาไฟสามารถใช้ฟอกขาวเยื่อกระดาษได้ดีโดยใช้งานร่วมกับไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ซึ่งการใช้สารดังกล่าวจะทำให้เส้นใยกระดาษขาวสะอาดโดยที่ไม่ทำลายสภาพของเยื่อกระดาษ

อุตสาหกรรมอาหาร: ใช้โซดาไฟได้หลากหลายมากกว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นใช้ล้างทำความสะอาดขวด ภาชนะและบรรจุภัณฑ์ ใช้ในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ประเภทแป้งเพื่อให้ย่อยสลายกลายเป็นน้ำตาล รวมถึงใช้ในการผลิตโมโนโซเดียมกลูตาเมต

อุตสาหกรรมสบู่ ผงซักฟอก และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด: ใช้สารโซเดียมไฮดรอกไซด์หรือโซดาไฟเป็นประจำเพื่อช่วยปรับสภาพกรดไขมันที่เป็นสารตั้งต้นในการผลิตเคมีภัณฑ์เหล่านี้ให้มีสภาพเป็นกลาง

จะเห็นได้ว่าโซดาไฟสามารถใช้งานได้หลายลักษณะ ขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่นำไปใช้ ทั้งงานในชีวิตประจำวันและในด้านอุตสาหกรรมต่าง ๆ หากเลือกใช้อย่างเหมาะสมโซดาไฟก็จะก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาล และยังสามารถทำให้กระบวนการผลิตเป็นไปได้อย่างราบรื่น ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และสามารถนำผลิตภัณฑ์เหล่านั้นไปใช้งานจริงในชีวิตประจำวันได้ต่อไป

ข้อควรระวังในการใช้โซดาไฟ

แม้ว่าโซดาไฟจะมีประโยชน์มากมายทั้งในการใช้ชีวิตประจำวันและการใช้งานในภาคอุตสาหกรรม แต่อย่างไรก็ตามยังมีข้อควรระวังในการใช้งานโซดาไฟอยู่บ้าง เพราะการรับสารโซดาไฟเข้าสู่ร่างกายอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของคนทุกช่วงวัยโดยเฉพาะในเด็ก หากสูดดมฝุ่นควันของโซดาไฟเข้าไปอาจทำให้เกิดแผลในจมูก หากสัมผัสผิวหนังจะทำให้เกิดอาการไหม้ แสบร้อน ยิ่งหากใครกินเข้าไปก็จะทำให้กระเพาะทะลุหรือส่งผลต่อพัฒนาการในเด็กได้

ข้อควรปฏิบัติในการใช้งานและการเก็บรักษา

โซดาไฟเป็นสารเคมีที่มีอันตรายและมีผลเสียต่อสุขภาพ ดังนั้นหากใช้งานในชีวิตประจำวันก็ต้องเก็บให้พ้นมือเด็ก ผู้สูงอายุ หรืออยู่ห่างจากสัตว์เลี้ยง เพื่อความปลอดภัยของสมาชิกในบ้าน ส่วนการใช้งานในอุตสาหกรรมก็ต้องปฏิบัติตามมาตรการเพื่อความปลอดภัยในที่ทำงาน ทั้งในด้านการจัดเก็บ การใช้งาน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องปฏิบัติงานที่ต้องใช้โซดาไฟ ควรมีมาตรการสวมชุดป้องกันสารเคมีเพื่อป้องกันการสัมผัสสารที่มีอันตราย โดยการใส่แว่นตาครอบกันสารเคมี สวมผ้าปิดจมูกหรืออุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันทางเดินหายใจ สวมถุงมือยางที่ทนการกัดกร่อน นอกจากนี้ควรสวมถุงเท้าและรองเท้าที่ป้องกันสารเคมีด้วย

การเก็บสารโซดาไฟในโรงงานอุตสาหกรรมต้องเก็บในภาชนะที่แห้ง ปิดสนิทมิดชิด อยู่ในบริเวณที่อุณหภูมิไม่สูงและมีอากาศถ่ายเท ส่วนโรงงานเองก็ต้องมีพื้นที่โล่ง โปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่เป็นห้องทึบ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการสูดสารโซดาไฟเข้าสู่ร่างกาย ไม่ควรจัดเก็บโซดาไฟไว้ใกล้กับสารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรด เพราะหากเกิดการรั่วไหล อาจจะทำปฏิกริยากัน ทำให้เกิดอันตรายและความเสียหายได้

สำหรับขั้นตอนการกำจัดสารเคมีที่เหลือหรือการทิ้งโซดาไฟนั้นต้องไม่ทิ้งรวมกับขยะทั่วไป แต่ต้องแยกขยะออกมาเสมอโดยทิ้งในถุงพลาสติดที่ปิดมิดชิด ใช้เทปพันถุงให้เรียบร้อยพร้อมติดป้ายขยะสารเคมีปนเปื้อน หรือทิ้งในถังขยะสำหรับทิ้งสารเคมีโดยเฉพาะ ห้ามทิ้งรวมกับถังขยะทั่วไป ทิ้งลงพื้นดิน หรือทิ้งลงในแม่น้ำเด็ดขาด นอกจากนี้ต้องระวังเรื่องการเทโซดาไฟลงในภาชนะที่เป็นสังกะสี ดีบุก หรืออลูมิเนียม เพราะจะทำให้เกิดไฮโดรเจนซึ่งมีความไวไฟจนอาจทำให้เกิดประกายไฟและเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้ตามมาได้

Physical and chemical properties

Appearance: White solid (flake, pearl, prill)

Odor: No distinct odor

Boiling point: 1390°C

Solubility: 111g/10ml at 20°C

Specific gravity (water = 1.0): 2.130

Vapor Density (Air = 1.0): Not appliable

Vapor pressure: 0 mmHg at 20°C

pH: >14.0 at 20°C